วันที่ ๑๗ มกราคม ของทุกปี กองทัพเรือ กําหนดให้เป็นวันสดุดีวีรชนกองทัพเรือ เพื่อเป็นการ รําลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของบรรพชนทหารเรือไทย

Release Date : 21-01-2022 16:08:48
วันที่ ๑๗ มกราคม ของทุกปี กองทัพเรือ กําหนดให้เป็นวันสดุดีวีรชนกองทัพเรือ เพื่อเป็นการ รําลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของบรรพชนทหารเรือไทย

วันที่ ๑๗ มกราคม ของทุกปี กองทัพเรือ กําหนดให้เป็นวันสดุดีวีรชนกองทัพเรือ เพื่อเป็นการ รําลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของบรรพชนทหารเรือไทย ที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตในสมรภูมิการรบ อย่างกล้าหาญ และองอาจในหลายเหตุการณ์ เพื่อปกป้องเอกราช และอธิปไตยของชาติให้มั่นคงสืบมาจนถึงทุกวันนี้ กองเรือยุทธการจึงได้จัดพิธีให้ กำลังพล ร่วมรับฟังคำกล่าวสดุดีวีรชนกองทัพเรือ ประจำปี ๒๕๖๕ ณ กองบัญชาการกองเรือยุทธการ ในเรือรบ และกองบัญชาการของหน่วยขึ้นตรงของกองเรือยุทธการ เพื่อน้อมรำลึกถึงความกล้าหาญ ความเสียสละเพื่อบ้านเมือง ของวีรชนกองทัพเรือ ที่ทำการรบเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศชาติ
โดยเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ เกิดยุทธนาวีที่เกาะช้าง จังหวัดตราด กองเรือของฝรั่งเศสที่มีเรือ ลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์เป็นเรือธง พร้อมเรือ อีก 5 ลํา ได้ล่วงล้ําเข้ามาในน่านน้ําไทยบริเวณเกาะช้าง จังหวัดตราด เพื่อที่จะโจมตีหัวเมืองชายทะเลของไทย กําลังฝ่ายเราซึ่งประกอบด้วย เรือหลวงธนบุรี เรือหลวง สงขลาและเรือหลวงชลบุรี ภายใต้การบังคับบัญชาของ นาวาโท หลวงพร้อม วีรพันธุ์ ผู้บังคับการเรือหลวง ธนบุรี จึงเข้าทําการต่อตีเพื่อสกัดกั้นกองเรือข้าศึกโดยไม่หวาดหวั่น ทั้งที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบด้วยจํานวนเรือและ ระวางขับน้ํา แม้จะสามารถขับไล่ผู้รุกรานให้ล่าถอยไปได้ แต่ฝ่ายเราต้องสูญเสียเรือรบทั้ง ๓ ลํา พร้อมด้วยชีวิต ของกําลังพลรวม ๓๖ นาย
“การรบที่เกาะช้าง” เป็นเหตุการณ์รบทางเรือที่เกิดขึ้นในกรณีพิพาทอินโดจีน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ไทยเรียกร้องให้ปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดน ไทย-อินโดจีนฝรั่งเศส เสียใหม่ โดยใช้แนวร่องน้ำลึกเป็นเกณฑ์ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักความยุติธรรม และให้ฝรั่งเศสคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ฝรั่งเศสยึดไปจากเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒ ให้ไทย ยุทธภูมิในการรบครั้งนี้เกิดขึ้นที่บริเวณด้านใต้ของเกาะช้าง จังหวัดตราด เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ และถือเป็นการรบทางทะเลครั้งเดียวในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย และรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
เช้าวันที่ ๑๗ มกราคม ฝรั่งเศสได้ส่งกำลังทางเรือส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในอินโดจีนในบังคับบัญชาของ นาวาเอกบรังเยร์ เข้ามาในน่านน้ำไทยทางด้านเกาะช้าง ด้วยความมุ่งหมายที่จะระดมยิงหัวเมืองชายทะเล ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย เป็นประการสำคัญ เพื่อกดดันให้กำลังทหารของไทยที่รุกข้ามชายแดนต้องถอนกำลังกลับมา กำลังทางเรือของฝรั่งเศสได้อาศัยความมืด และความเร็วรุกล้ำเข้ามาทางด้านใต้เกาะช้าง มีจำนวนด้วยกันทั้งหมด ๗ ลำ คือ เรือลาดตระเวนลาม็อต-ปีเก เรือสลุป ๒ ลำ เรือปืน ๔ ลำ เรือเหล่านี้ได้แยกออกเป็น ๓ หมู่ หมู่ที่ ๑ มี เรือลาม็อต-ปีเก ลำเดียวเข้ามา ทางช่องด้านใต้ระหว่างเกาะคลุ้มกับเกาะหวาย หมู่ที่ ๓ มีเรือสลุป ๑ ลำ กับเรือปืนอีก ๓ ลำ เข้ามาทางช่องด้านตะวันตก ระหว่างเกาะคลุ้มกับแหลมบางเบ้า เกาะช้าง ส่วนเรือดำน้ำ และเรือสินค้าติดอาวุธ คงรออยู่ด้านนอกในทะเล และไม่ได้เข้าทำการรบ
เวลา ๐๖๐๕ เครื่องบินตรวจการณ์ฝรั่งเศสแบบ Potez จากฐานทัพเมืองเรียมในกัมพูชา บินตรวจการผ่านกองเรือไทยและยืนยันตำแหน่งเรือตอร์ปิโดไทยสองลำ เนื่องจากในคืนนั้นเรือหลวงชลบุรีพึ่งเดินทางมาถึงเพื่อเปลี่ยนผลัดกับเรือหลวงสงขลาซึ่งมีกำหนดการกลับไปฐานทัพเรือสัตหีบ สร้างความประหลาดใจให้แก่ฝ่ายฝรั่งเศส เพราะรายงานก่อนหน้าระบุจำนวนเรือตอร์ปิโดไทยเพียงลำเดียว
เวลา ๐๖๑๐ เครื่องบินทะเลฝรั่งเศสแบบลัวร์ ๑๓๐ ทำการทิ้งระเบิดโจมตีเรือตอร์ปิโดไทยแต่ถูกยิงตกด้วยปืนต่อสู้อากาศยาน เรือฝรั่งเศสรู้จำนวนเรือไทยจึงเดินหน้าเข้าตีตามแผน แต่กองเรือไทยเริ่มไหวตัวแล้ว และได้โหมเร่งความดันไอน้ำเพื่อเตรียมปฏิบัติการ เมื่อสังเกตเห็นข้าศึกอยู่ในพิสัย เรือหลวงสงขลาจึงเปิดฉากยิงต่อสู้กับเรือลาม็อต-ปีเก ที่มีอาวุธหนักกว่ามากแต่ไม่มีมุมยิงตอร์ปิโด เนื่องจากเรือหลวงสงขลาจอดโดยหันหัวเรือไปทางฝั่งเกาะช้าง กระสุนจากเรือลาม็อต-ปีเก ทำความเสียหายแก่เรือหลวงสงขลา เกิดไฟไหม้กลางลำเรือ น้ำทะลักเข้าตัวเรือ ยุ้งกระสุนน้ำท่วม ลูกเรือเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นาวาตรีชั้น สิงหชาญ ผู้บังคับการเรือหลวงสงขลา สั่งสละเรือใหญ่เวลา ๐๖๔๕ หลังจากยืนหยัดทำการรบได้ ๓๕ นาที
ในขณะเดียวกัน เรือหลวงชลบุรี ได้ทำการยิงต่อสู้กับหมู่เรือสลุปของฝรั่งเศสที่ตรงเข้ามารุมโจมตีถูกกระสุนที่ท้ายเรือและกลางเรือ เกิดระเบิดไฟลุกไหม้ ลูกเรือเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย เรือเอกประทิน ไชยปัญญา ผู้บังคับการเรือหลวงชลบุรี สั่งสละเรือใหญ่ เวลา ๐๖๕๓ หลังจากยืนหยัดทำการรบได้ประมาณ ๔๐ นาที ซึ่งภายหลังมีรายงานจากฝ่ายไทยว่ากองเรือฝรั่งเศสได้กระทำการผิดธรรมเนียมการรบทางทะเล โดยใช้ปืนกลกราดยิงทหารเรือไทยที่ลอยคออยู่ในทะเลอีกด้วย
เวลา ๐๖๒๐ นาวาโท หลวงพร้อมวีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรี สั่งถอนสมอและเคลื่อนลำประจำสถานีรบ และสั่งให้เรือหลวงหนองสาหร่ายและเรือหลวงเทียวอุทกซึ่งเป็นเรือเล็กให้ถอนตัวออกไปจากสมรภูมิ
เวลา ๐๖๓๘ เรือหลวงธนบุรีประจันหน้าเข้ากับกองเรือฝรั่งเศสและทำการยิงตอบโต้กับเรือลาม็อต-ปีเกที่ระยะ ๑๐,๐๐๐ เมตร การรบเป็นไปอย่างหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหมู่เรือสลุปของฝรั่งเศสเข้าทำการร่วมรบรุมยิงเรือหลวงธนบุรีด้วย กระสุนนัดหนึ่งจากเรือลาม็อต-ปีเกได้ตกใต้สะพานเดินเรือและเกิดระเบิดขึ้น ทำให้ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีรวมทั้งนายทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสหลายนาย ส่งผลให้การบังคับบัญชา สื่อสาร และควบคุมหยุดชะงัก ระบบถือท้ายเสียหายบังคับทิศทางไม่ได้
เวลา ๐๗๑๕ ผลจากการถูกรุมยิงทำให้เกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้นบนเรือหลวงธนบุรี แต่ทหารบนเรือไทยที่เหลือเพียงลำเดียวยังคงทำการยิงต่อสู้ โดยสลับเปลี่ยนเป้าหมายไปที่เรือฝรั่งเศสทั้งสามลำ เมื่อระบบถือท้ายเสียหาย ป้อมปืนไม่ทำงาน (ทหารฝ่ายไทยต้องใช้วิธีการหมุนป้อมปืนด้วยมือเอง) ทำให้การยิงโต้ตอบของเรือหลวงธนบุรีเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังสร้างความเสียหายให้แก่เรือลาม็อต-ปีเกได้ในที่สุด
เวลา ๐๗๔๐ มีเครื่องบิน ๑ ลำบินเข้ามาทิ้งระเบิดทะลุดาดฟ้าเรือหลวงธนบุรี มีลูกเรือเสียชีวิต ๓ นายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ในขณะที่เรือทั้งหมดยังทำการรบอย่างติดพัน ป้อมปืนที่เหลือของเรือหลวงธนบุรีไม่สามารถยิงได้อย่างแม่นยำเนื่องจากไม่อาจบังคับเรือได้ตรงทิศทาง เรือหลวงธนบุรีได้แล่นลำเข้าสู่บริเวณน้ำตื้น กองเรือรบฝรั่งเศสจึงได้ส่งสัญญาณถอนตัวจากการรบ
เวลา ๐๗๕๐ หลังจากถอนตัวจากการรบ เรือลาม็อต-ปีเก ได้ยิงตอร์ปิโดอีกชุดเข้าหาเรือหลวงธนบุรีที่ระยะ ๑๕,๐๐๐ ม. แต่พลาดเป้า ในขณะที่เรือหลวงธนบุรียังทำการยิงต่อสู้อย่างต่อเนื่อง และในที่สุดเรือทั้งหมดได้เคลื่อนออกนอกพิสัยทำการรบ
เวลา ๐๘๒๐ เรือหลวงธนบุรีหยุดยิง
เวลา ๐๘๔๐ นาวาเอกเรจี เบรังเยร์ ออกคำสั่งให้กองเรือฝรั่งเศสมุ่งหน้ากลับฐานทัพ ที่เมืองไซ่ง่อน
เมื่อเรือรบฝรั่งเศสล่าถอยไปจากบริเวณเกาะช้างแล้ว ป้อมปืนต่าง ๆ ในเรือหลวงธนบุรี จึงหยุดยิงเมื่อเวลา ๐๘๒๐ ทหารประจำป้อมปืนต่างพากันเปล่งเสียงไชโยขึ้นพร้อม ๆ กัน ด้วยความดีใจที่สามารถขับไล่ข้าศึกไปได้ จากนั้นทั้งหมดก็ได้ช่วยกันดับไฟที่ไหม้เรืออยู่อย่างหนัก แต่ไฟก็ไม่สงบลง เรือเอกทองอยู่ สว่างเนตร์ ต้นเรือซึ่งทำหน้าที่แทนผู้บังคับการเรือ จึงตัดสินใจไขน้ำเข้าคลังกระสุนและดินปืน เพื่อป้องกันดินปืนและกระสุนต่าง ๆ ระเบิดเมื่อไฟลุกลามไปถึง ทำให้น้ำไหลเข้าเรือเร็วขึ้นและเอียงไปทางกราบขวา แต่เรือก็ยังใช้จักรเดินต่อไปด้วยความสามารถของพรรคกลิน ต่อมาเมื่อไฟไหม้ลุกลามไปถึงหลังห้องเครื่องจักร ควันไฟและควันระเบิดได้กระจายไปถึงห้องเครื่องจักรใหญ่ เครื่องจักรช่วย และห้องไฟฟ้า ทำให้ทหารพรรคกลินในห้องไฟฟ้า ๘ นายขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ แม้ผู้ที่อยู่ข้างนอกจะพยายามเข้าไปช่วยเหลือนายทหารดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีไฟไหม้สก้ดอยู่ที่ปากทางช่องขึ้นลงไปยังห้องเครื่องของเรือ
เวลา ๐๙๕๐ เรือหลวงช้าง ภายใต้การบังคับบัญชาของเรือเอกสนิท อังกินันท์ ได้นำเรือเข้าช่วยดับไฟที่ไหม้อยู่อย่างหนักบนเรือหลวงธนบุรี แต่ไม่ค่อยได้ผล เพราะสายสูบน้ำผ้าใบยาวไม่พอที่จะลากหัวสูบไปฉีดให้ถึงห้องต่าง ๆ ภายใต้ดาดฟ้าเรือได้ เรือหลวงช้างจึงเปลี่ยนวิธีเป็นทำการลากจูงเรือหลวงธนบุรีไปพลางพร้อมทั้งทำการดับไฟในเรือไปด้วย แต่ก็ยังไม่ได้ผลอีก เมื่อเห็นหมดทางที่จะแก้ไขได้แล้ว ผู้บังคับการเรือหลวงช้างจึงตัดสินใจจูงเรือหลวงธนบุรีให้ไปเกยตื้นที่บริเวณแหลมงอบ
เวลา ๑๑๓๐ เรือหลวงธนบุรีถูกจูงมาถึงเขตน้ำตื้นและไม่สามารถลากจูงต่อไปได้ ต้นเรือเรือหลวงธนบุรีจึงสั่งให้ลำเลียงทหารบาดเจ็บลงเรือหลวงช้าง แล้วให้สละเรือใหญ่ ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงและทหารเรือส่วนหนึ่งยังคงพยายามดับไฟในเรือหลวงธนบุรีต่อไปแต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดเรือหลวงธนบุรีก็จมลงเมื่อเวลา ๑๖๔๐ โดยจมไปทางกราบเรือทางขวา เสาทั้งสองเอนจมลงไป กราบซ้ายและกระดูกงูกันโคลงโผล่อยู่พ้นน้ำ
ผลจากการรบทำให้ฝ่ายไทยเสียเรือรบไป ๓ ลำ คือ เรือหลวงธนบุรี เรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี ทหารเสียชีวิตรวมทั้งสิ้น ๓๖ นาย แบ่งเป็นทหารประจำเรือหลวงธนบุรี ๒๐ นาย (รวมนาวาเอก หลวงพร้อมวีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีด้วย) เรือหลวงสงขลา ๑๔ นาย และเรือหลวงชลบุรี ๒ นาย เฉพาะเรือหลวงธนบุรีนั้น ต่อมากองทัพเรือไทยได้กู้ขึ้นมาเพื่อทำการซ่อมใหญ่ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ แต่เนื่องจากเรือเสียหายหนักมาจึงได้ปลดระวางจากการเป็นเรือรบและใช้เป็นกองบังคับการลอยน้ำของกองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ จนกระทั่งปลดประจำการในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หลังจากนั้นทางราชการจึงได้นำส่วนป้อมปืนเรือและหอบังคับการของเรือหลวงธนบุรีมาจัดตั้งเป็นอนุสรณ์สถานเรือหลวงธนบุรี ภายในโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ
นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ของกองทัพเรือได้จารึกเหตุการณ์สําคัญที่แสดงถึงความกล้าหาญของ ทหารเรือไทยที่ได้พลีชีพในการรบครั้งสําคัญไว้หลายเหตุการณ์ อาทิ การรบที่ปากแม่น้ําเจ้าพระยา เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๒ เรือหลวงมกุฎราชกุมาร พร้อมหมู่ปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อ สมุทร ได้ยิงสกัดกั้นการรุกรานของเรือรบฝรั่งเศส จํานวน ๒ ลํา อย่างสุดความสามารถ จนสูญเสียทหารเรือไป จํานวน ๑๒ นาย
ในสงครามมหาเอเชียบูรพา กองทัพเรือได้จัดเรือหลวงสมุยพร้อมกําลังพลภายใต้การบังคับ บัญชาของ นาวาตรี ประวิทย์ รัตนอุบล เดินทางฝ่าอันตรายเพื่อลําเลียงน้ํามันเชื้อเพลิงจากสาธารณรัฐสิงคโปร์ มายังประเทศไทยหลายครั้ง จนกระทั่งในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๔๘๘ ระหว่างการลําเลียงน้ํามันเป็นเที่ยวที่ ๑๘ เรือหลวงสมุยได้ถูกตอร์ปิโดจากเรือดําน้ําซีไลออน ของฝ่ายสัมพันธมิตรเข้าโจมตีและจมลงบริเวณนอกฝั่งรัฐ ตรังกานู สหพันธรัฐมาเลเซีย ทําให้มีผู้เสียชีวิตจํานวน ๓๑ นาย และในสงครามเดียวกันนี้ กองทัพเรือยังสูญเสีย กําลังพลจํานวน ๗ นาย ในการต่อสู้ป้องกันการโจมตีทางอากาศในอีกหลายพื้นที่
ในช่วงสงครามเกาหลี กองทัพเรือได้ส่งเรือหลวงประแส เรือหลวงบางปะกง และเรือหลวงท่าจีน ร่วมกับกําลังกองทัพสหประชาชาติ โดยระหว่างภารกิจระดมยิงฝั่ง เมื่อวันที่ 5 มกราคม ๒๕๕๔ เราได้สูญเสีย เรือหลวงประแสลําที่หนึ่ง พร้อมกับกําลังพลประจําเรือ จํานวน ๒ นาย ต่อมาในสงครามเวียดนาม กองทัพเรือ ได้ส่งเรือหลวงพงัน และเรือ ต.๑๒ ไปร่วมปฏิบัติการในเวียดนามใต้ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและ กล้าหาญ นําชื่อเสียงมาสู่กองทัพเรืออย่างน่าภาคภูมิใจ